FONT_SIZE

SCREEN

PROFILE

Layout

MENU_STYLE

Cpanel

Michel-Foucault

Michel-Foucault

รศ.ดร. พระครูสุนทรธรรมโสภณ

                                                                    รองอธิการบดี มมร.วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย

           วันที่ ๑๕ กัยยายน พ.ศ.๒๕๕๘

เมื่อกล่าวถึง Michel Foucault (1926-1984) หลายๆคนอาจจะนึกถึงในฐานะนักคิดสายหลังโครงสร้างนิยม (Post-Structuralism) ผู้เสนอหลักการเรื่อง “วาทกรรม” (Discourse)  และการสถาปนาอำนาจของความรู้ (Power - Knowledge) ที่โด่งดังในวงวิชาการสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ทั่วไป แต่จริงๆแล้วมีหลายแนวคิดของ Foucault สามารถที่จะนำเข้ามาปรับใช้ได้ในวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วตัวบทแนวคิดของ Foucault มีไว้เพื่อวิเคราะห์ สร้างคำอธิบายให้แก่สังคม ในระดับหน่วยการวิเคราะห์ระดับหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อนำมาปรับใช้ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ประกอบไปด้วย รัฐ สังคม และการติดต่อปฏิสัมพันธ์กันระหว่างประเทศ ที่มีลักษณาการและแบบแผนความเป็นอยู่ การปฏิบัติคล้ายกับมนุษย์

แนวคิดเรื่อง ‘อำนาจ’ (Power) ที่ Foucault เสนอได้กลายมาเป็นรูปแบบของอำนาจที่มีลักษณะเฉพาะตัวและฉีกออกไปจากแนวการนำเสนอแนวคิดเรื่องอำนาจในก่อนสมัยใหม่ และเป็นอำนาจที่มีกลไกการทำงานซับซ้อนกว่าอำนาจในมุมมองแบบดั้งเดิม ที่ยังคงติดอยู่กับประเด็นเรื่องของการบีบบังคับ (Coercion) การขู่เข็ญ การใช้กำลัง (Hard Power) หรือ แม้แต่การเจรจาต่อรอง จูงใจ ชักจูง หรือใช้เงินในการเป็นเครื่องมือต่อรอง (Soft Power) [1] แต่จะอำนาจจะทำงานในรูปแบบของการควบคุมโดยสร้างกลไกอะไรบางอย่างเพื่อใช้ผู้ถูกควบคุมอยู่นั้นมีลักษณะเหมือนกำลังควบคุม บริหารจัดการตนเอง ให้อยู่ภายใต้อำนาจ ซึ่ง Foucault เรียกอำนาจในลักษณะนี้ว่า “Biopower” อันเป็นอำนาจที่เข้ามาควบคุมกำกับเหนือชีวิต (Power over Life) ของประชากร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านของเทคนิคของอำนาจที่ควบคุมชี้ขาดให้เกิดความตายในรูปแบบเก่า มาสู่อำนาจในรูปแบบของการบริหารจัดการร่างกายและกำกับชีวิต (Administration of Bodies and Management of Life) ของประชากร ตั้งแต่ด้านการเกิด ด้านการย้ายถิ่นฐาน ด้านการเรียน ไปจนถึงด้านความเป็นอยู่และสุขภาพ

อำนาจในรูปแบบดังกล่าวนี้จะเข้ามาควบคุมชีวิตในทางอ้อม ผ่านการปลูกฝังองค์ความรู้บางอย่าง (เช่น ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรค ความเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บ ที่จะทำให้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องบีบบังคับ) ผ่านสถาบันทางสังคมรูปแบบต่างๆเพื่อสร้างให้ประชากรนั้นเกิดวินัยแล้วจัดการควบคุมตนเองผ่านวินัยที่ถูกสร้างขึ้น (Self-Disciplinary) และอำนาจดังกล่าว (Biopower) จะทำให้เกิดการตอกย้ำความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้ามระหว่างความปกติ และผิดปกติ ขึ้นมาหลังการสร้างวินัยและความรู้ที่ได้เข้าไปควบคุมกำกับชีวิตแล้ว สังคมจะกลายเป็นสังคมที่มุ่งหาแต่ความปกติ (ที่ถูกสร้างขึ้น) และจะมองความผิดปกติ (Abnormal) ในฐานะ ‘ความป่วย’ (Illness) ที่จำเป็นต้องถูกกำจัด ถูกบำบัด ให้กลับมามีสถานะเป็นความปกติให้ได้ (Normalization) ด้วยเหตุนี้สังคมจึงกลายเป็นสังคมแห่งการจ้องมอง สอดส่อง แอบดู (Surveillance) เหมือนกับหอสังเกตการณ์นักโทษที่อยู่กลางเรือนจำ (Panopticon) อันเป็นเทคนิคที่ใช้ในการสังเกตการณ์พฤติกรรมของนักโทษ โดยผู้คุมจะสามารถมองเห็นทุกกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเหล่านักโทษ ทำให้นักโทษรู้สึกว่าตนถูกจ้องมองอยู่ และระแวงสงสัยที่จะกระทำการอันผิดแผกไปจากความปกติ

ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถพบเห็นการใช้ Biopower ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ง่ายๆ และชัดเจน เช่นในยุคหลังสงครามเย็น เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย อุดมการณ์ทุนนิยม และ เสรีนิยมประชาธิปไตยก็ได้กลายมาเป็นไอเดียและคอนเซปต์หลักของเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ทุกๆตัวแสดงมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจ และให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และเพื่อเป็นกติกากลางในการ ติดต่อ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน พร้อมด้วยกลไกเชิงสถาบันที่จะช่วยในการควบคุมกำกับและสถาปนาระบบวินัยให้แก่ตัวแสดงต่างๆในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ธนาคารโลก (IBRD) หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อันเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดให้เกิดระบบวินัยที่ภักดีกับกติกาหลัก [อุดมการณ์เสรีทุนนิยม] มากยิ่งขึ้นที่ซึ่งแม้แต่จีนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐในรูปแบบที่เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ก็ยังต้องมีการปรับตัวให้เข้าหากลไกและการไหลเวียนของทุนนิยมมากขึ้น

ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่า รัฐที่ไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตยหรือพยายามจะอยู่นอกวงโคจรของระบบทุนนิยมจะถูกจ้องมองและสอดส่องเป็นพิเศษ เนื่องจากมีลักษณะของความผิดแผก (Abnormality) ไปจากความเป็นกระแสหลักของสังคมระหว่างประเทศที่ให้คุณค่ากับรูปแบบการปกครองและวิถีแบบเสรีนิยมมากกว่า(และเป็นส่วนใหญ่) ตัวแสดงใด หรือรัฐใดที่มีความผิดแปลกไปจากคุณค่าดังกล่าว จะถูกเทคนิคของอำนาจเข้ามาพยายามบีบคั้น หรือ พยายามกำจัดความแปลกนั้น ให้หมดไป โดยที่อำนาจจะกล่าวอ้างถึงการเข้าไปสร้างสถานะของความปกติ เช่น สหรัฐอเมริกาและเวเนซูเอล่าในยุคของ Hugo Chavez ในฐานะผู้ต่อต้านอุดมการณ์เสรีนิยมและทุนนิยม ด้วยเหตุนี้เวเนซูเอล่าจึงเป็นรัฐหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นรัฐที่มีความผิดปกติ และไม่ได้อยู่ใต้ Biopower จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการบำบัดให้กลับไปสู่ภาวะของความปกติ (Normalization) เพื่อควบรวมให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การทำงานของอำนาจ

โดยสรุปแล้วอิทธิพลทางความคิดของ Michel Foucault นั้นนอกจากจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในวงการประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา การศึกษาแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกด้วย ด้วยแนวคิด Biopower ที่สามารถนำมาตีความต่อและประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายปรากฏการณ์ ซึ่งช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถเหตุการณ์ทางสังคมระหว่างประเทศนำไปขยายในการสร้างคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ต่างๆให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

บทที่ 2

.Michel Foucault ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับโพสต์โมเดิร์นว่า เป็นการตีความวาทกรรม (Discourse) ซึ่งได้ใช้ศัพท์คำนี้ในหนทางที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการอธิบาย วาทกรรมต่างๆ ได้รับการโฆษณาชวนเชื่อโดยสถาบันบางแห่ง และได้แบ่งแยกโลกในหนทางต่างๆ โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถที่จะพูดถึงวาทกรรมทางการแพทย์ ทางกฎหมาย และทางจิตวิทยาได้ การวิจารณ์ทางวรรณกรรมก็เป็นวาทกรรมหนึ่งด้วย เช่นเดียวกับที่มันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยคำศัพท์ที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับการ แบ่งระดับชั้น (สมเกียรติ ตั้งนโม, 2544) วาทกรรมอาจดูเหมือนศัพท์เทคนิค (technical term) แต่แท้จริงแล้วมันคือเทคนิคของการใช้อำนาจผ่านภาษาและปฏิบัติการชวนเชื่อ ต่างๆ Foucault ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของวาทกรรม (discourse) และการวิเคราะห์วาทกรรม (discourse analysis) ทั้งนี้ในหนังสือเรื่อง The Order of Things ของเขาว่า วาทกรรมโดยทั่วๆ ไป และวาทกรรมแบบวิทยาศาสตร์เป็นการเฉพาะนั้น เป็นความเป็นจริงที่มีความยุ่งยากและมีความสลับซับซ้อนสูงมาก จนทำให้เราไม่เพียงแต่สามารถ แต่ควรที่จะปะทะกับความยุ่งยากสลับซับซ้อนนี้ในต่างระดับและต่างมรรควิธี ด้วย" เขามองว่า การมองการพัฒนาในฐานะที่เป็นวาทกรรม จะช่วยเราสามารถพูดถึงประเด็นปัญหาหนึ่งได้อย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ "ความเป็นอื่น" (Other) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ "ทางเลือกในการพัฒนา" ซึ่ง "ความเป็นอื่น" ของการพัฒนานี้ เป็นการพูดถึงรายละเอียดและกระบวนการของการสร้างเอกลักษณ์/ตัวตนของสิ่งที่ เรียกว่า "การพัฒนา" ว่ามีความเป็นอย่างไร ดังนั้นวาทกรรรมการพัฒนาในรูปแบบใหม่จึงเป็นวาทกรรมของการเปิดพื้นที่ ต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในอีกรูปแบบที่เกิดหลังสมัยใหม่ซึ่งต้องการโฆษณา สร้างภาพและสร้างความจริงในอีกรูปแบบที่แตกต่างกัน

บทที่  3

ความคิดของฟูโกต์มีผลต่อการปลดเปลื้องความคิดคนให้มีความมั่นใจในอำนาจของตัวเองมากขึ้นทำให้มีเสรีภาพซึ่งกว้างขึ้น มากกว่านักคิดหรือนักปฏิวัติอื่นๆ ในศตวรรษที่ 20 นี้ ไม่ว่าจะเป็นเลนิน เหมาเจ๋อตุง โฮจิมินห์ เช กูวารา ฌอง ปอล ซาร์ตส์ เพราะถ้าเปรียบเทียบโดยจำนวนความคิดของซาร์ตส์ส่งผลต่อปัญญาชนโลกส่วนความคิดของนักปฏิวัติมาร์กซิสต์ดังกล่าวเคยส่งผลต่อความคิดของผู้ใช้แรงงาน ชาวนาในรัสเซีย จีน และประเทศ โลกที่สาม อื่นๆ อาจจะรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรในโลก แต่ความคิดของฟูโกต์ส่งผลต่อคนต่ำต้อย ด้อยสิทธิ รวมทั้งผู้ใช้แรงงาน ชาวนา ผู้หญิง พวกที่ถูกกดขี่ เช่น เด็ก คนแก่ คนไข้ นักโทษ กลุ่มเกย์ เลสเบี้ยน คนจน คนจรจัด ชาวสลัม คนพิการ รวมทั้งต่อการต่อสู้ของประชากรทั้งหมดในประเทศอดีตอาณานิยม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะมากถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก....

แนวคิดของฟูโกต์คัดค้านการแบ่งคนเป็นนักโน่นนักนี่ ตามสาขาวิชาที่เป็นผลมาจากการแบ่งงานตามถนัดโดยระบบทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียง เพราะว่า เขาคิดว่าสาขาวิชาต่างๆมีความเกี่ยวข้องกันแบบสหวิทยาการหรือพหุวิทยาการเท่านั้น หากยังเป็นเพราะว่าเขาวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด เกี่ยวกับเรื่องความรู้และอำนาจที่เคยมีมาทั้งหมด ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดทฤษฎีเป็นระบบที่เคยมีมาทั้งหมด

ฟูโกต์เพียงแต่ค้นคว้าวิจัย เขียนหนังสือ สอนหนังสือ บรรยาย ให้สัมภาษณ์ และเคลื่อนไหวทางการเมืองตามแนวที่เขาเห็นว่าเป็นสิ่งซึ่งมีความหมายสำหรับ เขา โดยไม่สนใจที่จะให้คนเรียกเขาว่าเป็นอะไร หรือจัดเขาอยู่ในส่วนไหนของประวัติศาสตร์ของสังคม ทั้งๆที่เขาวิจารณ์แนวคิดทฤษฎีของคนอื่นชนิดถึง รากถึงโคน แต่เขาก็ไม่เสนอทฤษฎีใหม่และไม่คิดว่าตัวเองเป็นนักทฤษฎี เพราะเขาเป็นพวกต่อต้านการใช้ทฤษฎีศึกษาอย่างเป็นระบบแน่นอน (antimethod)

เขาเห็นว่าทฤษฎีในความหมายที่เป็นระบบความคิดที่ครอบจักรวาล (เป็นสากล) มีเหตุมีผลคงเส้นคงวาทั้งหลาย ซึ่งรวมทั้งมาร์กซิสม์ด้วยนั้น ล้วนแต่นำไปสู่ ความรู้แบบครอบงำที่มีคนกลุ่มหนึ่งเป็นคนที่ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง อะไรถูก อะไรผิด  สำหรับงานเขียนที่ฟูโกต์ผลิตขึ้นมาอาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีการศึกษาเพื่อที่ จะทำความเข้าใจสังคมในเรื่องที่เฉพาะเจาะจง (เช่นประวัติศาสตร์ของคนไข้กับการรักษาพยาบาล นักโทษกับการลงทัณฑ์ ความรู้กับอำนาจ) ของสังคม หนึ่งๆ ในสมัยหนึ่งๆ

ที่กล่าวมา ฟังดูคล้ายกับจะเป็นการเล่นสำนวนที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก  เพราะฟูโกต์เองก็เช่นเดียวกับนักคิดในแนว post Structuralism หลายคนที่มองว่า งานเขียนไม่ได้มีความหมายแค่ “ตัวบท” เท่านั้น หากแต่เป็นการสนทนากันระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน นั่นก็คือมันขึ้นอยู่กับว่า ผู้อ่านจะอ่านอย่างไร ตีความอย่างไร มีปฏิกิริยาอย่างไรด้วย ดังนั้นแทนที่นักคิด กลุ่มนี้จะเรียกงานเขียนว่างานเขียน หรือเรียกคำบรรยายว่าคำบรรยาย พวก เขาชอบใช้คำรวมว่า Discourse ซึ่งหมายถึง การสื่อสารแสดงออกทุกอย่างที่กินความรวมถึงผู้รับ (ผู้อ่าน ผู้ฟัง)ด้วย Discourse ที่สำคัญ เช่น งานของ เฮเกล, นิทเช่, มาร์กซ์ ซึ่งมีคนอ่านแล้วอ่านอีก ตีความแล้วตีความอีก ก่อให้เกิด Discourse อื่นๆตามมาอีกมากมาย ไม่ได้เป็นเพียง Discourse ธรรมดา หาก ถือเป็นเหตุการณ์ (Event) ในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

ฟูโกต์ได้ให้ความหมายของวาทกรรม (discourse) ว่าหมายถึง กระบวนการสร้างความหมายโดยภาษาและสัญลักษณ์ต่างๆที่ดำรงอยู่ในสังคม ประกอบกันเป็นความรู้ ความเข้าใจในเรื่องหนึ่งๆซึ่งส่งผลต่อการกำหนดว่าอะไรคือความรู้ ความจริง และอะไรไม่ใช่   วาทกรรมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคมทั้งโดยกลุ่มที่ครองอำนาจและกลุ่มที่ต่อต้านอำนาจ จัดเป็นเทคโนโลยีทางอำนาจที่ถูกใช้ทั้งการเก็บกดปิดกั้นและจัดระเบียบวิถีชีวิตของคนในสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถูกใช้เพื่อต่อต้านอำนาจ(Counter discourse) ต่อต้านระเบียบที่วาทกรรมหลักครอบงำอยู่   การวิเคราะห์วาทกรรมทำให้เห็นแง่มุมของอำนาจโดยเฉพาะในแง่มุมของความรู้ได้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นเมื่อวาทกรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอ้างได้ว่ามีผู้ผลิต ผู้ควบคุมวาทกรรมอย่างชัดเจน อำนาจในแง่มุมของวาทกรรม เป็นอำนาจที่กระจายตัว แทรกซึมในแนวระนาบเชื่อมต่ออย่างหลากหลาย ยากที่จะหาจุดกำเนิด จุดศูนย์กลางของการผลิต ดังนั้นไม่ว่าผู้กระทำการใดๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้วาทกรรมหรือความสัมพันธ์อำนาจในเรื่องความรู้และความจริงด้วยกันทั้งสิ้นประเด็นของการวิเคราะห์วาทกรรม ไม่ได้อยู่ที่คำพูดนั้นๆเป็นจริงหรือเท็จ แต่อยู่ที่กฎเกณฑ์ชุดหนึ่งที่เป็นตัวกำกับให้การพูดนั้นๆ เป็นไปได้มากกว่าจะเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง วาทกรรมจึงไม่ใช่เป็นเพียงผลลัพธ์ซึ่งเกิดจากการต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบของการครอบงำ แต่วาทกรรมในตัวของมันเองนั้น คือการต่อสู้และการครอบงำ ที่มีต่อรูปแบบและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม

เชิงอรรถ

[1] สาเหตุของความแตกต่างที่ Biopower นั้นแตกต่างจาก Soft Power นั้นอยู่ตรงที่ว่าหัวใจสำคัญของ Soft Power คือ การชักจูง ให้เกิดความร่วมมือ คล้อยตาม ด้วยวิธีต่างๆนอกจากการใช้การข่มขู่จากกำลังทางการทหาร หรืออาจจะใช้ด้านการเงินการคลังมาเป็นเครื่องมือชักจูงก็ได้ (ซึ่งคู่สัมพันธ์อาจจะคล้อยตามหรือไม่คล้อยตามก็ได้) แต่ในขณะที่ Biopower จะทำงานในระดับภายใน คือ เข้าไปควบคุมที่ภายในของชีวิตและมีเทคนิคสำคัญอยู่ที่การผลิตสถานะของแปลกแยก (Alienated) .ให้แก่คู่สัมพันธ์ที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้ Biopower (ให้เป็น Abnormal) และสร้างความรู้สึกว่าคู่สัมพันธ์ที่ไม่ยอมอยู่ใต้ Biopower นั้นกำลังถูกจ้องมองจากสังคมหรือสภาพแวดล้อมที่เป็นปกติหรืออยู่ใต้ Biopower กันหมดมีเชล ฟูโกต์ (ฝรั่งเศส: Michel Foucault, miʃɛl fuko; 15 ตุลาคม ค.ศ. 1926 – 25 มิถุนายน ค.ศ. 1984) เป็นนักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ ปัญญาชน นักวิพากษ์ และนักสังคมวิทยา ชาวฝรั่งเศส เขาเคยดำรงตำแหน่ง "ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ของระบบความคิด" (Professor of the History of Systems of Thought) ที่วิทยาลัยฝรั่งเศส (Collège de France)

อ้างอิง

Jenny Edkins and Nick Vaughan-Williams. (2009). Critical Theorists and International Relations. Oxon: Routledge.

Joseph Nye (2004). Soft Power: The Means to Success in World Politics. New York: PublicAffairs

Michel Foucault (1978). The History of Sexuality Volume I: An Introduction. New York: Pantheon.

Michel Foucault (1995). Discipline and Punish: The Birth of the Prison. New York: Vintage Books.

Michel Foucault (2004). Abnormal: Lectures at the College de France, 1974-1975. London: Verso

http://th.wikibooks.org/wiki/ฟูโกต์

http://www.kledthaishopping.com/product-th-467574-2021240-MICHEL+FOUCAULT+(มิเชล+ฟูโกต์).html